เทรนด์ที่ 1 AI ประมวลผลในตัวอุปกรณ์ ไม่ต้องพึ่งคลาวด์
ปี 2026 เทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดคือการย้าย AI จาก cloud มาประมวลผลในตัวอุปกรณ์ (on-device inference) กล้องรุ่นใหม่ของ EZVIZ และ TP-Link ประมวลผล object detection บน chip ในกล้องเอง response time เร็วกว่าเดิม และข้อมูลไม่ต้องออกนอกบ้าน
เทรนด์นี้ยังส่งผลให้อุปกรณ์ทำงานได้ต่อเนื่องแม้อินเทอร์เน็ตขัดข้อง ลดความกังวลเรื่อง vendor lock-in และความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อบ้านระดับบนให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
เทรนด์ที่ 2 Matter 1.4 กลายเป็นมาตรฐานหลัก
Matter 1.4 ที่ออกในปลายปี 2025 เพิ่มการรองรับอุปกรณ์ประเภทใหม่รวมถึง EV charger, energy storage และ robot vacuum โดยยังคงหลักการ interoperability กับ HomeKit, Google Home และ Amazon Alexa
สำหรับตลาดไทย การที่ Xiaomi และ Tuya ประกาศรองรับ Matter 1.4 บนผลิตภัณฑ์หลักในปี 2026 ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกอุปกรณ์จากหลายแบรนด์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ HappySmart ออกแบบระบบบน Matter 1.4 มาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากเทรนด์นี้เต็มที่
เทรนด์ที่ 3 mmWave Sensor แทนที่ PIR ในงานระดับสูง
เซ็นเซอร์ตรวจจับการมีอยู่แบบ mmWave ราคาลดลงจนถึงจุดที่ใช้งานได้จริงในโครงการที่อยู่อาศัยระดับบนทั่วไปในปี 2026 ความสามารถในการตรวจจับการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจจากระยะไกลเปิดโอกาสใหม่ในด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุภายในบ้าน
HappySmart ใช้ mmWave sensor ในโครงการ villa ระดับสูงในหัวหินและเขาใหญ่แล้ว สำหรับการตรวจสอบการมีอยู่ที่แม่นยำและการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ละเอียดกว่า PIR ทั่วไปมาก
เทรนด์ที่ 4 การรวม AI Architect กับระบบบ้านอัจฉริยะ
ขั้นตอนออกแบบบ้านและการวางระบบ smart home เริ่มรวมกันเป็นกระบวนการเดียวมากขึ้น ซอฟต์แวร์ AI Architect ของ HappySmart ภายใต้ Vish Architect Group สร้างแปลนพื้นที่ที่คำนึงถึงตำแหน่งเดินสาย การวางเซ็นเซอร์ และโซนควบคุมแสงตั้งแต่ต้น
วิธีนี้ลดการ retrofit ภายหลังซึ่งมักมีต้นทุนสูงและผลลัพธ์ไม่เรียบร้อย และทำให้ระบบ smart home เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาทีหลัง