ทำไมคุณภาพอากาศในบ้านจึงสำคัญกว่าที่คิด
คนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลา 70-80% ของวันอยู่ในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า คุณภาพอากาศภายในอาคารจึงส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าอากาศภายนอกสำหรับหลายคน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูหนาวและความชื้นสูงที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
ระบบสมาร์ทโฮมที่ออกแบบเพื่อสุขภาพเริ่มต้นจากการวัดและทำความเข้าใจสภาพอากาศในบ้านก่อน จากนั้นจึงตอบสนองโดยอัตโนมัติ
เซ็นเซอร์คุณภาพอากาศที่ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฮม
เซ็นเซอร์ Xiaomi Mi Air Quality Monitor วัด PM2.5, CO2, อุณหภูมิ และความชื้นแบบ real-time และแสดงข้อมูลผ่านแอป Mi Home การเชื่อมเซ็นเซอร์นี้กับ automation ทำให้เครื่องกรองอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier เปิดอัตโนมัติเมื่อค่า PM2.5 เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และปิดเมื่อค่ากลับสู่ระดับปลอดภัย
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ระบบอัตโนมัตินี้ไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เป็นการปกป้องสุขภาพที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องคอยตรวจสอบ
ระบบระบายอากาศอัจฉริยะสำหรับสภาพอากาศไทย
ความชื้นสูงในกรุงเทพฯ และชายฝั่งทะเลอย่างหัวหินสร้างสภาวะที่เชื้อราและไรฝุ่นเจริญเติบโตได้ดีภายในบ้าน เซ็นเซอร์ความชื้นที่เชื่อมกับพัดลมระบายอากาศหรือเครื่องดูดความชื้นอัจฉริยะช่วยรักษาระดับความชื้นให้อยู่ที่ 40-60% ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพ
ในเขาใหญ่ที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูงในช่วงฤดูฝน ระบบที่เชื่อมเซ็นเซอร์อุณหภูมิ-ความชื้นกับเครื่องปรับอากาศและพัดลมช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราบนผนังและเพดานซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในบ้านพักตากอากาศ
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการนอนหลับ
ระดับ CO2 ในห้องนอนที่สูงเกิน 1,000 ppm ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับและทำให้ตื่นเช้ามารู้สึกไม่สดชื่น เซ็นเซอร์ CO2 ที่เชื่อมกับระบบระบายอากาศหรือการเปิดหน้าต่างอัตโนมัติช่วยรักษาระดับ CO2 ให้ต่ำกว่า 800 ppm ตลอดคืน
HappySmart ออกแบบระบบสุขภาพสมาร์ทโฮมที่รวมคุณภาพอากาศ ความชื้น อุณหภูมิ และแสงสว่างเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียวที่ดูแลสภาพแวดล้อมในบ้านโดยอัตโนมัติ