หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ประหยัดไฟไม่ได้ผลในระยะยาวคือการต้องพึ่งพาความจำและวินัยของคนในบ้าน Smart Home แก้ปัญหานี้ด้วยการสร้าง Time-based Energy Mode ที่ทำงานอัตโนมัติตามตาราง ไม่ว่าคนในบ้านจะจำหรือไม่ก็ตาม
Morning Mode (06:00-09:00): เตรียมพร้อมและประหยัด เมื่อถึง 06:00 ระบบเปิดไฟในห้องที่จำเป็นด้วยความสว่าง 50% เปิดเครื่องทำน้ำร้อนล่วงหน้า 30 นาทีก่อนเวลาใช้งาน และปรับแอร์ห้องนอนขึ้น 2 องศาเพื่อลดการใช้ไฟก่อนตื่น ห้องที่ไม่มีคนใช้งานจะยังคงปิดไฟ
Away Mode (09:00-17:00 วันธรรมดา): ประหยัดเมื่อไม่มีคนอยู่ เมื่อตรวจพบว่าบ้านว่างโดยใช้ Presence Detection จาก GPS ของสมาชิกทุกคน ระบบจะเข้า Away Mode อัตโนมัติ: ปิดไฟทุกจุด, ปรับแอร์เป็น 30 องศาหรือปิด, ตัด Standby Power ของอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น และรักษาเฉพาะระบบ Security ที่จำเป็น Away Mode เป็น Mode ที่ประหยัดไฟได้มากที่สุด
Evening Mode (17:00-22:00): สมดุลระหว่างสะดวกสบายและประหยัด ยามเย็นคือช่วงที่ครอบครัวกลับบ้านและต้องการความสะดวกสบาย แต่ก็เป็น MEA Peak Hour ที่ค่าไฟสูงสุด Evening Mode จึงตั้งแอร์ที่ 26 องศา (ไม่ใช่ 24) ใช้ไฟ LED Dimmer ที่ 70% และตั้ง Alert เมื่อมีการใช้อุปกรณ์ Heavy Load หลายตัวพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ครอบครัวบริหารการใช้ไฟได้อย่างมีสติ
Night Mode (22:00-06:00): ประหยัดสูงสุดระหว่างนอน หลัง 22:00 เข้าสู่ Off-Peak Hour ค่าไฟ MEA ลดเหลือ ฿2.60/หน่วย Night Mode ตั้งแอร์ที่ 27-28 องศาพร้อม Fan Speed ต่ำ ลดความสว่างไฟกลางคืนเหลือ 10-20% และตั้งเวลาให้เครื่องซักผ้าหรือเครื่องอบผ้าทำงานในช่วงนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าไฟที่ถูกกว่า 37%
Weekend Mode: ยืดหยุ่นตามไลฟ์สไตล์ วันหยุดมีพฤติกรรมการอยู่บ้านที่ต่างจากวันธรรมดาอย่างมาก Weekend Mode ปรับตัวอยู่กับความเป็นจริง เช่น ไม่เข้า Away Mode ในช่วงกลางวัน แต่ใช้ Presence-based Automation แทน และยืดหยุ่น Temperature Setpoint ตามฤดูกาล
ผลประหยัดที่วัดได้ ลูกค้า HappySmart ที่ใช้ Time-based Energy Mode ครบทุก Mode ประหยัดค่าไฟเฉลี่ย 18-25% เมื่อเทียบกับก่อนติดตั้ง โดย Away Mode ให้ผลประหยัดสูงสุด รองลงมาคือ Night Mode ที่ใช้ประโยชน์จาก Off-Peak Rate