บ้านสองชั้นหรือสามชั้นไม่ได้แค่มีพื้นที่มากกว่า แต่ยังมีอุปสรรคด้านสัญญาณที่ซับซ้อนกว่าหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นคอนกรีต หรือโครงเหล็กที่กระจายอยู่ทั่วโครงสร้าง ทั้งหมดนี้ลดทอนสัญญาณ Wi-Fi ได้อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนติดตั้ง Smart Home จึงต้องวางผังสัญญาณให้ดีตั้งแต่ต้น
Mesh Wi-Fi: รากฐานของบ้านหลายชั้น การใช้ Router ตัวเดียวตั้งอยู่ชั้นล่างแล้วหวังให้สัญญาณขึ้นไปถึงชั้นสามนั้นไม่ใช่แนวทางที่ดี Mesh Wi-Fi System เช่น TP-Link Deco, Asus ZenWiFi หรือ Eero Pro ช่วยให้แต่ละโหนดทำหน้าที่เป็น Access Point ที่รับและส่งสัญญาณต่อกันได้อย่างราบรื่น ควรวาง Node ไว้ทุก 1-2 ชั้น และหากมีบันไดหรือช่องเปิด ให้ใช้เป็นจุดส่งสัญญาณตามแนวดิ่ง
Thread และ Zigbee สำหรับอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์ Smart Home ที่ใช้ Thread หรือ Zigbee มีข้อดีคือสร้าง Mesh Network ของตัวเองได้ อุปกรณ์แต่ละตัวทำหน้าที่เป็น Router Node ส่งต่อสัญญาณให้กับอุปกรณ์ตัวอื่นในเครือข่าย ดังนั้นยิ่งมีอุปกรณ์มาก เครือข่ายยิ่งแข็งแกร่ง ข้อแนะนำคือติดตั้งอุปกรณ์ Zigbee หรือ Thread อย่างน้อยชั้นละ 2-3 ตัวเพื่อให้ Mesh ครอบคลุม
LAN Backbone: ทางเลือกที่เสถียรที่สุด สำหรับบ้านที่อยู่ในช่วงก่อสร้างหรือรีโนเวท การวางสายแลน CAT6 ฝังในผนังเพื่อเชื่อมต่อโหนด Mesh แบบ Wired Backhaul คือทางเลือกที่ให้ความเสถียรสูงสุด ความเร็วไม่ลดทอนเพราะไม่ต้องส่งสัญญาณผ่านอากาศ และลด Latency ในการควบคุมอุปกรณ์ Smart Home ได้อย่างเห็นได้ชัด
การทำ Signal Mapping ก่อนซื้ออุปกรณ์ ควรทำ Signal Map โดยใช้แอป Wi-Fi Analyzer เดินไปทุกห้องทุกชั้นเพื่อดูค่า RSSI หากค่าต่ำกว่า -70 dBm ในจุดใดจุดหนึ่ง ถือว่าต้องเพิ่ม Node หรือขยาย Coverage ในบริเวณนั้น
Home Assistant กับบ้านหลายชั้น HappySmart ใช้ Home Assistant เป็น Controller หลัก ซึ่งรองรับการจัดการอุปกรณ์แบบหลาย Zone ได้ดีมาก สามารถแบ่งพื้นที่เป็นชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 และควบคุมผ่าน LINE OA ได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอุปกรณ์อยู่ชั้นไหน เพียงเลือก Room หรือ Zone ที่ต้องการควบคุม
Tips จากการติดตั้งจริง วาง Hub หรือ Controller (เช่น Raspberry Pi ที่รัน Home Assistant) ไว้ที่ชั้นกลางของบ้านเสมอ เพื่อให้ระยะทางสัญญาณไปยังทุกชั้นใกล้เคียงกัน ไม่ใช่วางไว้ชั้นล่างสุดแล้วหวังให้สัญญาณขึ้นถึงชั้นสาม